Welcome to The Kitiweth family

Welcome to The Kitiweth family welcome to kitiweth homepage

If you can't read anything in my homepage. Please click - view-encoding -unicode(UTF8) or thai (windows) Ka!

บทความเรื่อง เข้าใจวัยรุ่น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นมักจะได้เผชิญคือ ความรู้สึกที่ว่าอยู่ๆ ลูกที่เคยเป็นเด็กน่ารักช่างเอาใจก็เปลี่ยนไปเป็นเด็กที่ดูจะดื้อไม่ฟังใครและเอาแต่ใจตัว ทำให้ต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราได้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือ จึงทำให้ลูกเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงขนาดนี้ และทำให้อดกังวลใจไม่ได้ว่าแล้วต่อไปในอนาคตเมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่แบบไหน และด้วยความรักและความตั้งใจดีที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกเลยยิ่งทำให้พยายามเข้าไปสอดส่องลูก และพยายามออกกฎเกณฑ์บังคับลูกที่กำลังเป็นวัยรุ่น เรื่องเลยยิ่งแย่กันไปใหญ่ คุณพ่อคุณแม่หลายคนจึงไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรดีกับลูกที่กำลังเป็นวัยรุ่น

การเจริญเติบโตจากเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจนเป็นผู้ใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลจากฮอร์โมนเพศ ซึ่งเริ่มทำงานร่วมกับการมีวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ยังเป็นเด็ก ไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา หรือการแต่งตัวเท่าไร กลับเริ่มสนใจในการแต่งตัว และหน้าตา ทรงผมของเขา เช่น วัยรุ่นบางคนจะกังวลเรื่องสิวเม็ดเล็กๆ ที่ขึ้นบนใบหน้าค่อนข้างมาก ขณะที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญเลย จึงทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เข้าใจต่อกัน

ในความเป็นจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่นของลูกนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่เสมอไป ลองนั่งคิดทบทวนถึงความรู้สึกของคุณ ในช่วงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นว่าตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร และมองคุณพ่อคุณแม่ของคุณว่าเป็นอย่างไร ก็จะช่วยให้คุณพอจะเข้าใจในความรู้สึกของลูกได้ และควรพูดคุยเรื่องเหล่านี้กับเพื่อนๆ ญาติๆ หรือกับกุมารแพทย์ที่คุณคุ้นเคย เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อแนะนำซึ่งกันและกัน ในปัจจุบันมีการจัดการประชุมและหนังสือเกี่ยวกับการดูแลวัยรุ่นมากขึ้น ให้คุณได้หาความรู้ต่างๆ เหล่านี้มาปรับใช้กับสภาพของครอบครัวคุณ คุณจึงควรลองหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับลูกวัยรุ่นของคุณด้วย

สิ่งที่สำคัญอีกประเด็นคือ
การให้เวลากับลูกและรับฟังเขาด้วยยอมรับในความคิดเห็นของเขา ให้ความสำคัญและบทบาทในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ แก่เขาบ้าง ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ให้ความเห็นและประสบการณ์ของคุณพ่อคุณแม่กับเขา เพื่อให้เขาได้รับทราบถึงแง่มุมของคุณบ้าง แต่อย่าได้พยายามบังคับหรือสั่งให้เขาต้องทำอะไรต่างๆ ตามที่คุณต้องการเหมือนตอนที่เขายังเด็กๆ อยู่ และพยายามมองพฤติกรรมและความเห็นต่างๆ ของลูกในแง่บวกก็จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัว ผ่านพ้นระยะเข้าสู่วัยรุ่นได้อย่างมีความสุขและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้ครอบครัวของคุณมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น

ระยะการเข้าสู่วัยรุ่นและการเป็นวัยรุ่น
ที่จริงแล้วคงไม่มีเส้นแบ่งอะไรที่ชัดเจนมากในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของวัยรุ่นที่เกิดขึ้น เมื่อร่างกายมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางด้านเพศเป็นแบบผู้ใหญ่ กล่าวคือเริ่มมีเต้านม มีขนขึ้น เริ่มมีประจำเดือน มีการเติบโตแขนขายาวขึ้น สูงขึ้นเร็วในเด็กสาว และเริ่มมีเสียงแตกหนุ่ม เริ่มมีขนขึ้นตามบริเวณหัวเหน่า และเริ่มมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศซึ่งจะไวต่อสิ่งเร้าในเด็กหนุ่ม เป็นช่วงอายุ 10-14 ปี หรือในบางรายอาจจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เล็กน้อย ซึ่งที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเขานั้นได้เริ่มมีก่อนนี้อีก ช่วงที่เป็นวัยรุ่นนี้ เขาจะมีความกังวลอย่างมากว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ของเขาจะมองเขาอย่างไร เพราะเขาเริ่มที่จะแยกตัวออกจากการเป็นเด็กในการดูแลของคุณพ่อคุณแม่ เริ่มที่จะเป็นตัวของตัวเอง และเริ่มที่จะเรียนรู้ในการตัดสินใจและรับผิดชอบการตัดสินใจของเขาและผลต่างๆ ที่จะเกิดตามมาแบบผู้ใหญ่

วัยรุ่นกำลังฝึกที่จะคิดและมองปัญหาต่างๆ
อย่างซับซ้อนขึ้น เริ่มใช้เหตุผลในการวิเคราะห์เรื่องต่างๆ โดยตัวของเขาเอง จึงอาจทำให้ดูเหมือนเขา "ไม่ฟังคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไป" แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขายังรับฟังคุณอยู่ เพียงแต่ต้องการได้มีโอกาสแสดงความคิดและความเห็นของเขาให้คุณได้ทราบบ้าง และเรียนรู้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เขาคิดหรือทำ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรมีวิธี ที่จะพูดคุยกับลูกวัยรุ่นของคุณอย่างสร้างสรรค์ด้วย จะใช้วิธี "สั่งให้ทำ" อย่างเดียวคงไม่ได้

การเข้าสู่วัยรุ่นในเด็กแต่ละคนนั้นจะเร็วช้าต่างกัน
บางคนอาจจะดูเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่าคนอื่น แต่บางคนอาจจะดูว่าช้ากว่าแต่ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของเขาเอง ซึ่งคุณควรจะบอกให้ลูกเข้าใจว่าการเข้าสู่วัยรุ่นนั้นมีช่วงการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างกว้างและนานเป็นปี จึงจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันได้บ้างแม้ว่าจะมีอายุเท่ากันและเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่จะมีความกังวลว่าตนเองจะ "ไม่มีเหมือนเพื่อนๆ ไม่เหมือนคนอื่นๆ"


 การเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นของแต่ละคนก็จะมีการแสดงออกต่างๆ กัน ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นจากการเปลี่ยนแปลง ด้านอารมณ์และพฤติกรรม เช่น คุณแม่คนหนึ่งอยู่ๆ อาจรู้สึกประหลาดใจที่ลูกสาวเมื่อกลับมาถึงบ้าน เคยมาพูดคุยทักทายกัน อยู่ๆ จะตรงขึ้นไปที่ห้องของเขาโดยไม่ได้ใช้เวลาทักทายคุณแม่เหมือนแต่ก่อน หรือวัยรุ่นชายที่จะไม่ยอมให้คุณแม่เข้ามาในห้องของเขาอีก บางรายจะใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น ใส่ใจกับทรงผมมากขึ้น ฯลฯ

สิ่งที่แน่นอนคือ วัยรุ่นทุกคนจะต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
และพยายามหลีกเลี่ยงการ "ทะเลาะ ขัดใจ" คุณพ่อคุณแม่ วัยรุ่นเองรู้ว่าบางครั้งพออยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ เดี๋ยวก็จะถูกบ่น ถูกว่า ในเรื่องต่างๆ ก็จะเกิดการทะเลาะกันได้ และในช่วงวัยรุ่นนี้ บางครั้งจะดูเหมือนมีอารมณ์แปรปรวนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เขาจึงอยากจะอยู่ห่างๆ เพื่อจะได้ลองรับผิดชอบตนเองดูบ้าง ไม่ใช่เป็นเพราะเขาต้องการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลาในทุกเรื่อง จึงไม่ควรจะมองเขาในแง่ลบไปทั้งหมด

คุณพ่อคุณแม่ควรหันมามองตัวเองดูบ้างว่าคุณพยายามควบคุม (หรือ "สั่ง")
ลูกวัยรุ่นมากเกินไปหรือไม่ คุณพยายามเข้าไปรับรู้เรื่องต่างๆ ของเขามากเกินไปหรือไม่ คุณพยายามมีบทบาทในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของเขามากเกินไปหรือไม่ คุณยอมรับและยอมให้มีความเห็นหรือการตัดสินใจที่แตกต่างไปจากมุมมองของคุณได้หรือไม่
เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกวัยรุ่นของคุณกำลังเผชิญอยู่
ในการเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง และเริ่ม "เป็นผู้ใหญ่"

ข้อแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกกำลังเป็นวัยรุ่น คือ

1. พยายามหาความรู้เกี่ยวกับวัยรุ่น

โดยการอ่านหนังสือ
เข้าฟังการอบรมสัมมนาปัญหาวัยรุ่น คุยกับเพื่อนที่มีลูกเป็นวัยรุ่น ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจ และผ่อนคลายความกังวลที่คุณมีต่อลูกของคุณลงได้บ้าง พยายามเข้าใจและทำใจเมื่อลูกแสดงอารมณ์ที่แปรปรวนบ้างและพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกไว้ เพื่อจะได้เป็นหลักให้ลูกวัยรุ่นของคุณได้ ในเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญกว่า

2.
พยายามให้เวลาและพูดคุยกับลูกเสมอๆ
และควรทำตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่ระยะวัยรุ่น ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มปรากฏชัด เช่น ควรพูดคุยกับลูกสาวเรื่องประจำเดือน ก่อนที่เขาจะมีประจำเดือน หรือพูดคุยกับลูกชาย เรื่องการฝันเปียก การแข็งตัวของอวัยวะเพศ ฯลฯ ก่อนที่เขาจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าคุณรอหรือไม่กล้าพูดเรื่องเหล่านี้กับลูก อาจจะสายไปเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว หรือลูกอาจจะได้ข้อมูลต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องจากเพื่อนหรือคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดๆ ได้ แต่ควรเริ่มพูดอย่างเป็นกลางๆ ด้วยเรื่องธรรมดาๆ ก่อน เช่น

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงวัยรุ่น
และความแตกต่างของการเป็นหญิงหรือชาย ฯลฯ และพยายามอย่ายัดเยียดความรู้ต่างๆ อย่างละเอียดในคราวเดียว แต่ควรจะค่อยๆ พูดคุยเรื่องเหล่านี้กับลูกในวาระต่างๆ กันเป็นครั้งคราวไปเรื่อยๆ พูดคุยให้ลูกทราบว่า คุณเองก็เคยผ่านขั้นตอนการเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และเล่าประสบการณ์ของคุณให้เขาฟังบ้างจะช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้ และทำให้เขารู้สึกว่าคุณสามารถเป็นที่ปรึกษาและยินดีรับฟังปัญหาของเขาเสมอและพร้อมที่จะเข้าใจเขา ซึ่งจะทำให้เขาและคุณสามารถปรับตัวผ่านระยะของวัยรุ่นต่างๆ ไปด้วยกัน

3. ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา

บางครั้งวัยรุ่นจะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ดูเป็นคนใจร้อนและเปลี่ยนใจง่าย ไม่ชอบทำอะไรที่ชักช้า และกลัวจะไม่ "เซอร์" และบางครั้งพูดจาฟังไม่เข้าหู ซึ่งเราก็ควรเข้าใจและสามารถบอกเขาได้ว่า คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมอย่างนั้นๆ ของเขา ให้เขาทราบว่าคุณไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เขาทำ เพราะอะไร และจะมีวิธีอื่นให้เขาลองดูเพื่อปรับตัวได้อย่างไร และที่บอกนี้ก็เพราะรักและห่วงใยเขา ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเขา ไม่ชอบเขา ซึ่งบางครั้งวัยรุ่นก็จะยังทำท่าฮึดฮัดไม่ยอมฟังคุณอยู่ดี

แต่ขอให้ใช้ความใจเย็นและดูจังหวะที่จะพูดเรื่องเหล่านี้กับเขา
ซึ่งถ้าเราหนักแน่นพอ และไม่ได้ไปชวนทะเลาะด้วย ก็จะทำให้ลูกได้เรียนรู้แง่คิดและมุมมองของคุณที่กว้างออกไป และในทางกลับกันคุณเองก็ควรรับฟังมุมมอง และแง่คิดของเขาดูบ้าง พยายามเปิดใจให้กว้าง แล้วคุณก็จะได้รู้จักลูกของคุณเองได้ดีขึ้น และในกรณีที่มีเรื่องชวนปวดหัวจากลูกวัยรุ่นของคุณหลายๆ เรื่องด้วยกัน คุณควรจะพิจารณาเลือกเรื่องที่สำคัญ และควรพูดก่อน มาพูดคุยกับลูก อย่าพยายามพูดบ่นไปทุกเรื่อง จะทำให้เขาไม่ยอมรับฟังคุณ  และในบางครั้งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญมากนักและคุณพอยอมรับได้ เช่น การทำผม การแต่งตัวซึ่งบางครั้งจะดูเป็นวัยรุ่นมากไป ถ้ามองผ่านไปได้ก็ควรจะปล่อยไปบ้าง ลองคิดถึงตอนที่คุณเองยังเป็นวัยรุ่น ที่ตอนนั้นอาจมีแฟชั่นกางเกงขาบาน หรือนุ่งกระโปรงมินิสเกิร์ตอยู่ เพราะเรื่องเหล่านี้จะฮิตอยู่ไม่นาน สักพักก็จะหมดสมัยไปเอง และส่วนใหญ่เมื่อวัยรุ่นได้ลองทำดูแล้วถ้าเขารู้สึกว่าไม่เหมาะกับเขา เมื่อเขามีวุฒิภาวะมากขึ้น เขาก็จะเลิกไปเอง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายกับลูก เช่น เรื่องการลองยาเสพติด เรื่องพฤติกรรมทางเพศ หรือการชกต่อยทะเลาะวิวาท คุณควรต้องรีบเอาใจใส่และหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว อย่าปล่อยไว้จนลุกลามหรือสายเกินแก้

4. พยายามรู้จักเพื่อนๆ ของลูก

และถ้าเป็นไปได้ควรรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนลูกด้วย
จะช่วยให้คุณแลกเปลี่ยนความเห็นและช่วยเหลือกันได้ในกรณีที่มีปัญหากับวัยรุ่น คุณอาจจะใช้วิธีจัดงานวันเกิดหรือไปร่วมงานของโรงเรียนที่จัดขึ้น เพื่อจะได้พบปะกันบ้าง และในหลายต่อหลายครั้งอาจช่วยดูแลลูกและเพื่อนลูกในการรับส่งเรื่องเรียนพิเศษหรือซื้อใบสมัครเรียน ซื้อของใช้กิจกรรมของโรงเรียน ฯลฯ ก็จะทำให้คุณได้ช่วยกันทำให้สภาพแวดล้อมของลูกปลอดภัยสำหรับทุกคนได้

5. คอยสังเกตสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูก

แม้ว่าวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมหรือการปฏิบัติตัวบ้าง
แต่ก็มักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนผิดปกติ ดังนั้นถ้าคุณสังเกตเห็นสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ในลูกวัยรุ่นของคุณ คุณควรจะปรึกษาแพทย์ สัญญาณเหล่านี้ได้แก่
5.1 น้ำหนักเพิ่มขึ้น
หรือลดลงอย่างมาก
5.2 ปัญหาในการนอน เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนทั้งวัน

5.3 มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น เอะอะก้าวร้าว ทำร้ายคนทั้งๆ
ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือเดิมเป็นคนร่าเริงกลับซึมเศร้าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมาพบผู้คน
5.4 อยู่ๆ เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน

5.5 ขาดเรียนบ่อยๆ

5.6 คะแนนการเรียนลดลงอย่างมาก

5.7 พูด บางครั้งดูเหมือนพูดเล่น หรือบ่นบ่อยๆ ว่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่
อยากตายหรือคิดฆ่าตัวตาย
5.8 มีอาการของคนติดยา อาจดูเหมือนธรรมดาก่อน
เช่นติดบุหรี่ ติดเหล้า หรือเริ่มทานยาแปลกๆ
5.9 มีปัญหาผิดกฎ แหกกฎ
อยู่เรื่อยๆ ชอบทำอะไรที่ท้าทายมากๆ และผิดกฎหมาย เช่น ขโมยของในห้าง เพราะตื่นเต้นดี ลอกข้อสอบ หรือ ชกต่อยกับเพื่อน ฯลฯ

ปัญหาด้านพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเป็นเพียงบางครั้งและเพิ่งเริ่มเป็นยังอาจถือเป็นเรื่องปกติ
ตามประสาวัยรุ่นที่อยากลอง แต่ถ้าดูจะเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเป็นนานมากกว่า 6 สัปดาห์ หรือพบว่าความรุนแรงของปัญหาค่อนข้างมาก เช่น ลูกเป็นเด็กที่มักจะสอบได้ A หรือ B แต่คราวนี้ได้ F หรือ D คุณยิ่งควรรีบพาลูกไปปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาบำบัด เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กต่อไป

6. ให้ความเคารพความเป็นส่วนตัวและสิทธิของวัยรุ่น
คุณควรจะให้เขามีความเป็นส่วนตัว และไม่เข้าไปก้าวก่ายเขาในทุกเรื่อง ไม่ควรจะไปค้นห้องหรือโต๊ะของเขาหรือแอบอ่านบันทึกของเขา เพราะถ้าเขารู้ก็จะโกรธมากจนอาจจะไม่ยอมรับฟังอะไรจากคุณอีก ดังนั้นถ้าคุณจะคอยสอดส่องลูกก็ทำได้แต่ควรให้ความเคารพในความเป็นส่วนตัวของเขาด้วย

7.
การตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ กับเขาควรให้เหมาะสมกับเขาที่ปฏิบัติได้
และไม่เข้มงวดจนเกินไปและใช้เหตุผลในการพิจารณา เช่น จะให้ลูกวัยรุ่นเข้านอนแต่หัวค่ำ หรือจะห้ามไม่ให้ดูทีวีเลย หรือห้ามใช้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนนั้น แน่นอนว่าลูกจะไม่รับฟัง หรือไม่ยอมปฏิบัติตาม จึงควรมีการผ่อนปรนบ้าง และไม่ควรหยุมหยิมเกินไปนัก

หวังว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะได้นำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้กับลูกวัยรุ่นของคุณนะคะ
ขอให้พยายามเข้าใจลูกให้มากและให้เวลากับเขาเท่าที่คุณทำได้ เพื่อให้เขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้อย่างที่คุณตั้งใจไว้  

Pee' Nam & Nong Peth Ka!